ฟุตบอล

ฟุตบอล

กร็ดความรู้ 4 ข้อ เกี่ยวกับกฎกติกาการเล่น ฟุตบอล

กีฬา ฟุตบอล เป็นหนึ่งในกีฬาที่มีผู้คนชื่นชอบในการตามชมและตามเชียร์กันทั่วโลกเลยก็ว่าได้ ฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมาก มีเรื่องแปลกเกี่ยวกับ กีฬาฟุตบอล ของแต่ละประเทศทั่วมุมโลก คือ แต่ละประเทศจะมีกีฬาพื้นบ้านที่คล้ายๆ ฟุตบอลแต่ถูกเรียกแตกต่างกันไปตามภาษาของตน หมายความถึงว่ากีฬาประเภทนี้มีรูปแบบคล้าย ฟุตบอลฟรี ในปัจจุบันและยังเป็นกีฬาที่เป็นที่ชื่นชอบอีกด้วย มันเป็นกีฬาที่มีความเป็นมาที่ยาวนานและไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะครองใจผู้คนได้ทั่วโลกอย่าง
แท้จริงเพราะมันหยั่งรากฝังลึกในใจของผู้คนมานานแล้ว
ฟุตบอลแบบเดิมๆ ได้รับการพัฒนาปรับเปลี่ยนวิธีการเล่น รวมไปถึงกฎกติกาต่าง ๆ ใน การเล่นฟุตบอล จนกลายมาเป็นรูปแบบที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

วันนี้เราจะมาคุยกันในเรื่องที่เกี่ยวกับกฎกติกาในการเล่นฟุตบอลกัน อย่าลืมว่า การชมและการ เชียร์ฟุตบอล เพื่อให้ได้ความสนุกและความมันส์อย่างเต็มอรรถรสนั้นเราควรจะต้องเข้าใจในกฎกติกาของการเล่นเป็นอย่างดีด้วย ไม่อย่างนั้นไม่สนุกแน่

มาคุยกันถึงเกร็ดความรู้ 4 ข้อ เกี่ยวกับกฎกติกาการเล่น ฟุตบอล กัน

ใบเหลือง-ใบแดง เกร็ดความรู้แรกที่จะพูดถึงก็คือ ใบเหลือง-ใบแดง ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก นัดไหนที่มีการแจกใบเหลืองหรือใบแดงกันมาก ๆ แล้ว ก็ย่อมหมายถึงเป็นการแข่งขันที่ต้องต่อสู้กันแบบดุเดือดเลือดพล่านแน่ ๆ การที่กรรมการให้ใบเหลืองหรือใบแดงนั้นหมายถึงว่าผู้เล่นทำผิดกฎกติกาในการเล่น
ย้อนกลับไปถึงต้นกำเนิดการนำใบเหลือง-ใบแดงมาใช้ในกีฬา ฟุตบอลสด กันก่อน ผู้ที่คิดค้นการนำใบเหลือง-แดงมาใช้เป็นครั้งแรกก็คือ ‘เคน แอสตัน’ กรรมการตัดสิน ฟุตบอลอังกฤษ ที่ได้ไอเดียจากสัญญาณไฟจราจร วันหนึ่งเขารถติดอยู่ตรงสี่แยกไฟแดงพอดี ก็เลยนึกปิ๊งขึ้นมาว่าน่าจะนำสีแดงสีเหลืองมาปรับใช้กับ ฟุตบอลวันนี้ โดยสีเหลืองคือการเตือนนักฟุตบอลที่เล่นผิดกฎในระหว่างการแข่งขัน ส่วนสีแดงใช้ในกรณีที่เป็นการผิดกฎขั้นรุนแรง ไล่ออกจากสนามทันที

การใช้ใบเหลือง-ใบแดงเป็นสัญลักษณ์แบบนี้ยังมีข้อดีในเรื่องของการลดปัญหาการใช้ภาษาที่ต่างกันของกรรมการและนักเตะในแมทช์การแข่งขันระหว่างประเทศและยังเป็นการช่วยลดการปะทะกันระหว่างผู้เล่นและกรรมการด้วย ทำให้กรรมการไม่ต้องพูดอะไรมาก เมื่อตัดสินแล้วก็ยกใบเหลือง-ใบแดงเลย

สรุปไอเดียใช้ใบเหลือง-แดงนี้ก็ได้ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในการแข่งขัน ฟุตบอลโลก ปี 1970 ซึ่งเป็นปีที่เม็กซิโกเป็นเจ้าภาพ ในระยะเวลาต่อมามีการบรรจุเรื่องใบเหลือง-ใบแดงไว้ในกฎกติกาสากลของการแข่งขันฟุตบอลและประกาศใช้อย่างเป็นทางการในปี 1992

ฟุตบอล FIFA ได้มีการเปลี่ยนแปลงกฎการให้ใบเหลืองและใบแดงไว้ใหม่ในปี 2017 นี้ ว่าผู้ตัดสินสามารถให้ใบแดงได้ตั้งแต่ตอนเดินตรวจสนาม ไม่ต้องรอเฉพาะเริ่มเกมและจบเกมเท่านั้นและหากผู้เล่นคนไหนโดนใบแดงตั้งแต่ตอนตรวจสนามก็จะหมดสิทธิ์ลงแข่งขันในนัดนั้นทันที

ฟุตบอล

การยิงลูกโทษในกีฬา ฟุตบอล นั้นเริ่มมีตั้งแต่ปี

การยิงลูกโทษ การยิงลูกโทษในกีฬา ฟุตบอลสดยุโรป นั้นเริ่มมีตั้งแต่ปี 1891 ผู้ที่คิดเรื่องการยิงลูกโทษเป็นครั้งแรกคือ วิลเลียม แม็คครูม ผู้รักษาประตูชาวไอซ์แลนด์ ในระหว่างการแข่งขันการยิงลูกโทษจะเกิดได้ 2 ลักษณะ คือ การทำฟาวล์ภายในเขตประตู โดยผู้ยิงจะยิงได้ 1 ครั้ง จากนั้นก็เล่นต่อตามปกติ อีกแบบเป็นการยิงลูกโทษหลังจบการแข่งขันในแมทช์ที่มีคะแนนเท่ากัน จึงต้องใช้การยิงลูกโทษตัดสินแพ้ชนะ โดยให้ยิงได้ฝ่ายละ 5 คน สลับกันยิง เมื่อยิงครบแล้ว ใครยิงได้มากกว่าก็เป็นฝ่ายชนะ แต่หากยิงแล้วยังเสมอกัน ก็ให้ใช้วิธียิงต่อฝ่ายละลูกเพื่อหาผู้ชนะ
ล่าสุดปี 2017 ฟีฟ่าได้เปลี่ยนกฎในการเตะจุดโทษหลังการแข่งขันเพื่อหาผลแพ้ชนะ จากเดิมที่เสี่ยงด้วยเหรียญ 1 ครั้ง เพื่อหาว่าใครจะเป็นคนยิงหรือคนเซฟก่อน มาเป็นการเสี่ยงด้วยเหรียญ 2 ครั้ง ครั้งแรกเลือกข้างที่จะยิง ครั้งที่ 2 เลือกว่าจะยิงก่อนหรือเซฟก่อน

Bronzen Goal (Extra Time) เป็นการต่อเวลาจากเวลาในการเล่นปกติ 90 นาที ครึ่งแรก 45 นาที และครึ่งหลัง 45 นาที หากยังไม่มีผลแพ้ชนะ จะมีการต่อเวลาอีก 30 นาที โดยแบ่งเป็นครึ่งละ 15 นาทีเพื่อหาผู้ชนะต่อไป และถ้าต่อเวลา 30 นาทีนี้แล้ว ยังเสมอกันอยู่ ก็จะต้องใช้การตัดสินด้วยการยิงลูกโทษ ในกรณีที่เกมนั้นจำเป็นต้องมีผลแพ้ชนะ

ก่อนหน้าที่จะมีการใช้ระบบต่อเวลาแบบเต็มเวลาหรือ Bronzen Goal เคยมีการใช้ Golden Gold และ Silver Goal มาก่อน ซึ่ง Golden Gold ก็คือในช่วงที่ต่อเวลา หากมีทีมใดที่ยิงประตูได้ก่อนก็เป็นฝ่ายชนะไปเลย กฎนี้เดิมชื่อว่า Sudden Death คิดขึ้นโดยฟีฟ่าในปี 1993 แต่ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเพราะมีความหมายในทางลบเกินไป ส่วน Silver Goal ให้ดูในครึ่งเวลาใดก็ได้ ถ้ามีสกอร์ที่ได้เปรียบ หมดเวลาครึ่งนั้น ฝ่ายที่มีสกอร์ได้เปรียบก็เป็นผู้ชนะไป แต่ต่อมาถูกยกเลิกไป เนื่องจากไม่เหมาะสมเพราะทำให้รูปแบบการเล่นไม่เป็นในเชิงรุก ต่างฝ่ายไม่กล้าเสี่ยงที่จะบุกไปทำประตู เล่นเพื่อรอเวลายิงจุดโทษเท่านั้น

การตั้งกำแพง เพื่อที่จะไม่ให้อีกฝั่งได้มีช่องทางได้ยิง ลูกหรือ สกัดฟุตบอล

การตั้งกำแพงนั้นควบคู่มากับการเตะลูกฟรีคิกในระหว่างการแข่งขันเมื่อมีฝ่ายหนึ่งทำฟาวล์และผู้ตัดสินเป่าให้เป็นฟรีคิก ฝ่ายที่เสียลูกฟรีคิกก็ต้องมายืนตั้งกำแพงเรียงกัน เราคงเคยสังเกตเห็นกันว่าส่วนใหญ่ผู้ตัดสินจะต้องมาคอยจัดระยะให้กำแพงนี้ด้วย แสดงว่าก็ต้องมีข้อกำหนดกฎกติกาเรื่องระยะห่างของกำแพงอยู่เหมือนกัน ถูกต้องแล้ว! มีกฎที่กำหนดไว้ว่าผู้เล่นที่ตั้งแถวเป็นกำแพงจะต้องอยู่ห่างจากจุดฟรีคิกไม่ต่ำกว่า 10 หลา หรือประมาณ 9 เมตรนิด ๆ แต่เวลาแข่งขันคงไม่มีการมานั่งวัดระยะที่แท้จริงกันแน่ ๆ ผู้ตัดสินส่วนใหญ่จึงมักใช้วิธีการก้าวเท้าเพื่อนับระยะแทน โดยระยะก้าวจะอยู่ที่ประมาณ 10-11 ก้าว ขึ้นอยู่กับความสูงของผู้ตัดสิน เท่าที่เราเห็นส่วนใหญ่มีแต่กำแพงจะคอยโกงระยะตั้งใกล้เข้ามาเสมอ จนผู้ตัดสินต้องเป่าให้ถอยก็เพื่อไม่ให้มีการได้เปรียบเสียเปรียบกันนั่นเอง
กีฬา ฟุตบอลคืนนี้ ถึงแม้จะสนุกสนานแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ย่อมต้องมีกฎกติกาและข้อกำหนดต่าง ๆ เพื่อควบคุมเกม กฎเหล่านี้เราต้องทำความเข้าใจกันให้มากเพื่อให้เข้าถึงเกมให้มากที่สุด กฎบางอย่างก็มีที่มาที่น่าสนใจและก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความทันสมัยและเหมาะสมกันมาเรื่อย ๆ ในฐานะคนดูและเชียร์บอลก็ต้องทำความเข้าใจกับกฎเหล่านี้ เพื่อไม่ให้ เชียร์บอล เอามันส์อย่างเดียว แต่เชียร์แบบมีความรู้ความเข้าใจจริง ๆ ด้วย